Tiering Systems (Chaos battle wiki)


Tier 12: The Non-Existent/Prejudicial Tier (อคติ)
คำอธิบายหลัก: Tier นี้ใช้สำหรับตัวละครหรือแนวคิดที่ ถูกปฏิเสธโดยสมบูรณ์ จากระบบการจัดระดับมาตรฐาน ไม่ใช่เพราะพลังอ่อนแอหรือแข็งแกร่งเกินไป แต่เพราะถูกมองว่า ไม่มีอยู่จริง (Non-Existent) ในเชิงของการเปรียบเทียบในจักรวาลสมมติ หรือเป็นเพียง การคาดเดาเชิงปรัชญา ที่ไม่สามารถประเมินค่าพลังได้โดยใช้หลักฐาน (Feats) ที่ชัดเจนและเป็นไปตามกฎที่กำหนดไว้ (Prejudicial Scaling).

12-A    The Conceptual Vacuum    สุญญากาศเชิงแนวคิด: ตัวละคร/แนวคิดที่ถูกมองว่า ไม่มีอยู่จริงในเชิงตรรกะ (Logically Non-Existent) หรือ ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐาน ของการเปรียบเทียบพลัง (เช่น ตัวละครที่เป็น "มุกตลก", "ตัวแทนของผู้สร้างที่ไม่มีหลักฐาน", หรือการอ้างสิทธิ์ในอำนาจสูงสุดที่ไม่มีที่มาในเนื้อเรื่อง). มักถูกใช้เมื่อการจัดระดับนั้น เป็นไปไม่ได้ ทางเทคนิค.

12-B    The Authorial Bias    
อคติของผู้เขียน/ผู้ดูแล: ตัวละครที่ถูกปฏิเสธการจัดระดับเนื่องจาก อคติส่วนตัว/อคติเชิงนโยบาย ของแอดมิน หรือผู้ประเมิน. แม้ว่าตัวละครจะมี Feats ที่ชัดเจน แต่ระบบตัดสินใจที่จะ เพิกเฉย หรือ ระงับ การประเมินอย่างถาวร (เป็นการจำลองสถานการณ์ที่ระบบปฏิเสธที่จะจัด Tier).

12-C    The Unquantifiable Metaphysic    อภิปรัชญาที่วัดค่าไม่ได้: ตัวละคร/แนวคิดที่อาศัยการกล่าวอ้างเชิง ปรัชญา, เทววิทยา, หรือนามธรรม ที่สูงเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบด้วยเครื่องมือทางคณิตศาสตร์หรือมิติ (Dimensional Scaling) ของ Tier 1 และ Tier 0 และ ระบบตัดสินใจว่าไม่สามารถประเมินได้ แม้แต่ในฐานะ Boundless (Tier 0) ก็ตาม.

Tier 11: Infinitesimal
คำจำกัดความหลัก:Tier นี้ใช้สำหรับตัวละครที่มีอยู่จริงในมิติที่ ต่ำกว่า 3-มิติ (Low-Dimensional) ลงไป หรือมีพลัง/ขนาดที่ เล็กเกินกว่า จะส่งผลกระทบต่อโลก 3-มิติมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ.

Low 11-C : Below Low Hypoverse level
ตัวละครที่มีอยู่จริงในมิติที่ ต่ำกว่า 0-มิติ (Sub-Zero Dimensionality), มิติที่ไม่มีอยู่จริงเชิงเรขาคณิต (Conceptual Non-Existence), หรือมีอยู่จริงในรูปของ ตัวเลขที่ซับซ้อน/เศษส่วนของมิติ (Fractional Dimensions) เช่น < 0 มิติ.

11-C : Low Hypoverse level
ตัวละครที่มีอยู่จริงในฐานะ จุด (Point) ที่ไม่มีขนาด, ความกว้าง, ความยาว, หรือความลึก (Point Level). ,หรือพูดง่าย ๆ 0 มิติ

11-B : Hypoverse level
ตัวละครที่มีอยู่จริงในฐานะ เส้น (Line) ที่มีความยาว แต่ไม่มีความกว้างหรือความลึก (Line Level). การทำลายล้าง/สร้างของ 11-B คือการ ทำลาย/สร้างเส้น หรือ 1-มิติ ในพื้นที่.

11-A : High Hypoverse level
ตัวละครที่มีอยู่จริงในฐานะ พื้นผิว/ระนาบ (Plane/Surface) ที่มีความยาวและความกว้าง แต่ไม่มีความลึก (Plane Level). การทำลายล้าง/สร้างของ 11-A คือการ ทำลาย/สร้างระนาบ หรือ 2-มิติ ในพื้นที่.

Tier 10: Human
ครอบคลุมตัวละครที่อยู่ในระดับ 3-มิติมาตรฐาน (3-Dimensional) และมีพลังที่จำกัดอยู่แค่การต่อสู้ในระดับท้องถิ่น, บุคคล, หรือระดับซูเปอร์ฮิวแมนเล็กน้อย. พลังทำลายล้างจะถูกวัดในหน่วยพลังงานที่สามารถทำลายสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กเท่านั้น.

10-C : Below Average Human
ตัวละครที่อ่อนแอหรือไม่มีทักษะการต่อสู้เลย มีความสามารถในการทำลายล้างที่ต่ำกว่ามนุษย์ทั่วไปที่อยู่ในสภาพร่างกายสมบูรณ์ (เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง, หรือบุคคลที่เจ็บป่วย).

10-B : Average Human
ตัวละครที่เป็น มนุษย์ทั่วไปที่แข็งแรงและสุขภาพดี สามารถต่อสู้ได้ในระดับพื้นฐาน. สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อมนุษย์คนอื่น หรือทำลายวัตถุขนาดเล็กด้วยแรงกระแทกจากร่างกายหรืออาวุธเบา (เช่น ทุบกระจก, ทำลายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก).

10-A : Peak Human/Athlete
ตัวละครที่เป็นมนุษย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนัก (เช่น นักกีฬาโอลิมปิก, นักศิลปะการต่อสู้ชั้นสูง, ทหารหน่วยพิเศษ). มีความเร็ว, ความแข็งแกร่ง, และปฏิกิริยาตอบสนองที่ เหนือกว่า มนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงอยู่ในขีดจำกัดทางชีววิทยาของมนุษย์

Tier 9: Superhuman
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังและความสามารถ เหนือกว่าขีดจำกัดทางชีววิทยาของมนุษย์ (Peak Human) อย่างชัดเจน. พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง, ทำลายล้างยานพาหนะ, หรือทำลายสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กได้อย่างง่ายดาย.

9-C : Street Level
 ตัวละครที่มีพลังและความทนทานมากพอที่จะ ทำลายรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือ ทำลายกำแพงคอนกรีต หนาๆ ได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว. 

9-B : Wall Level
ระดับทำลายห้อง/โครงสร้างขนาดเล็ก: ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ห้องทั้งห้อง หรือ ส่วนใหญ่ของบ้านขนาดเล็ก ได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว.

9-A : Small Building Level
 ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง อาคารขนาดเล็ก (เช่น บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ หรืออาคารพาณิชย์ขนาด 1-2 ชั้น) ได้อย่างสมบูรณ์.

Tier 8: Urban
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถส่งผลกระทบต่อ โครงสร้างพื้นฐานของเมือง ได้อย่างกว้างขวาง

8-C: Building level
ระดับทำลายอาคารขนาดใหญ่: ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง อาคารขนาดใหญ่หลายชั้น (เช่น ตึกระฟ้าขนาดกลาง หรือโรงงานขนาดใหญ่) ได้ด้วยการโจมตีเดียว

High 8-C: Large Building level
ระดับทำลายอาคารขนาดใหญ่มาก: ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง อาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมือง (เช่น อาคารรัฐบาลขนาดใหญ่, หอคอยหลัก) หรือ ทำลายโครงสร้างหลายอาคาร ที่อยู่ติดกันได้.

8-B: City Block level
ตัวละครที่มีพลังงานทำลายล้างเทียบเท่าการทำลายล้าง ย่านเมืองขนาดเล็ก (City Block) หรือ พื้นที่กว้างหลายร้อยเมตร ได้อย่างสมบูรณ์.

8-A: Multi-City Block level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างในวงกว้าง ครอบคลุม หลายบล็อกเมือง หรือ ย่านสำคัญของเมือง ได้อย่างง่ายดาย.

Tier 7: Nuclear
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถส่งผลกระทบต่อ พื้นที่ภูมิภาค ตั้งแต่เมืองเล็กๆ ไปจนถึงภูเขาทั้งลูก. พลังทำลายล้างในระดับนี้มักจะเทียบเท่ากับการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่หรือสูงกว่า.

Low 7-C: Small Town level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง เมืองขนาดเล็ก หรือ สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในรัศมีหลายกิโลเมตร ได้อย่างสมบูรณ์.

7-C: Town level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง เมืองขนาดกลาง หรือ ป่าขนาดใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์.

High 7-C: Large Town level
ตัวละครที่มีพลังงานทำลายล้างครอบคลุม เมืองขนาดใหญ่ หรือ พื้นที่ขนาดใหญ่เทียบเท่า ได้อย่างสมบูรณ์.

Low 7-B: Small City level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ใจกลางเมืองขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือ ฐานทัพทางทหารขนาดใหญ่ที่สุด ได้.

7-B: City level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างครอบคลุม เมืองขนาดใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์. มักจะเทียบเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

7-A: Mountain level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างเทียบเท่าการ ทำลายภูเขาขนาดใหญ่ หรือ ห่วงโซ่ภูเขาขนาดเล็ก ได้อย่างสมบูรณ์.

High 7-A: Large Mountain level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างเทียบเท่าการ ทำลายภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ แนวภูเขาทั้งแนว ได้อย่างง่ายดาย.

Tier 6: Tectonic
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถส่งผลกระทบต่อ โครงสร้างแผ่นเปลือกโลก, ตั้งแต่เกาะขนาดใหญ่ไปจนถึงทวีปหลายทวีป.

6-C: Island level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง เกาะขนาดใหญ่ (เช่น เกาะกรีนแลนด์ หรือมาดากัสการ์) ได้อย่างสมบูรณ์ หรือ พื้นที่ขนาดใหญ่ ที่เทียบเท่าได้.

High 6-C: Large Island level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลาย เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ พื้นที่ขนาดใหญ่เท่าแหลมอินโดจีน ได้.

6-B: Country level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ประเทศขนาดเล็กถึงกลาง (เช่น สหราชอาณาจักร หรือฝรั่งเศส) หรือ พื้นที่ขนาดใหญ่หลายล้านตารางกิโลเมตร ได้อย่างสมบูรณ์.

High 6-B: Large Country level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างครอบคลุม ประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก (เช่น อินเดีย หรือ อาร์เจนตินา) หรือพื้นที่ที่เทียบเท่าได้.

6-A: Continent level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลาย ทวีปทั้งทวีป (เช่น ทวีปยุโรป หรือออสเตรเลีย) หรือ สร้าง/เปลี่ยนแปลงเปลือกโลก ในระดับใหญ่ได้.

High 6-A: Multi-Continent level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลาย ทวีปหลายทวีปพร้อมกัน หรือ ทำลายพื้นผิวส่วนใหญ่ของโลก ได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว.

Tier 5: Substellar
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลาย วัตถุขนาดใหญ่ในระบบสุริยะ ตั้งแต่ดวงจันทร์ไปจนถึงดาวเคราะห์ขนาดใหญ่.

5-C: Moon level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดวงจันทร์ (เช่น ดวงจันทร์ของโลก) หรือ ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planet) ได้อย่างสมบูรณ์.

Low 5-B: Small Planet level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวเคราะห์ขนาดเล็ก (Small Planet) ที่มีมวลน้อยกว่าโลก (เช่น ดาวอังคาร) ได้อย่างสมบูรณ์.

5-B: Planet level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าโลก ได้อย่างสมบูรณ์. นี่คือเกณฑ์มาตรฐานสำหรับพลังทำลายล้างระดับดาวเคราะห์.

5-A: Large Planet level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ที่มีมวลมากกว่าโลก (เช่น ดาวพฤหัสบดี หรือดาวเสาร์) ได้อย่างสมบูรณ์.

High 5-A: Brown Dwarf level
ตัวละครที่สามารถทำลาย ดาวแคระน้ำตาล (Brown Dwarf) ซึ่งเป็นวัตถุที่มีมวลอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ขนาดใหญ่กับดาวฤกษ์ดวงเล็กที่สุดได้.

Tier 4: Stellar
ใช้สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลาย ดาวฤกษ์ (Stars) ไปจนถึง ระบบสุริยะ (Solar Systems) ได้อย่างสมบูรณ์.

Low 4-C: Small Star level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ (เช่น ดาวแคระแดง) ได้อย่างสมบูรณ์.

4-C: Star level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวฤกษ์ที่มีขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ได้อย่างสมบูรณ์.

High 4-C: Large Star level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก (เช่น ดาวที่มีมวล 10 เท่าของดวงอาทิตย์ หรือ ดาวแคระขาว) ได้.

4-B: Solar System level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง ระบบสุริยะทั้งหมด (ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ทั้งหมดที่โคจรรอบ) ได้อย่างสมบูรณ์.

4-A: Multi-Solar System level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างครอบคลุม หลายระบบสุริยะพร้อมกัน หรือ พื้นที่ขนาดใหญ่ในอวกาศ ที่รวมหลายระบบสุริยะไว้ด้วยกัน.

Tier 3: Cosmic
สำหรับตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่สามารถส่งผลกระทบต่อ กาแล็กซี ขึ้นไปจนถึง จักรวาล (Universe) ทั้งหมด และอาจรวมถึง อนันต์ของจักรวาล (Multiverse). นี่คือจุดที่พลังทำลายล้างไม่ได้วัดด้วยมวลหรือพลังงานของสสารอีกต่อไป

3-C: Galaxy level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง กาแล็กซีทั้งกาแล็กซี (Galaxy) ซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์หลายพันล้านดวง, หลุมดำ, และสสารมืดทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์.

3-B: Multi-Galaxy level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง หลายกาแล็กซีพร้อมกัน หรือ กระจุกกาแล็กซี (Galaxy Cluster) ซึ่งรวมกาแล็กซีจำนวนมากไว้ด้วยกัน.

3-A: Universe level
ตัวละครที่สามารถทำลายล้าง จักรวาลที่สังเกตได้ (Observable Universe) หรือ จักรวาล 3-มิติทั้งใบ (ซึ่งอาจมีขนาดอนันต์). พลังทำลายล้างเทียบเท่าการทำลายล้างมิติเวลาและอวกาศทั้งหมดของ 3-มิติ.
High 3-A: High Universe level
ตัวละครที่มีพลังทำลายล้างที่เหนือกว่าขอบเขตของจักรวาลมาตรฐานอย่างชัดเจน อาจสามารถทำลาย อนันต์จักรวาลได้.
หมายเหตุ:หากทําลายอนันต์จักรวาลเที่ป็นอนันต์ที่ซับซ้อนกว่า: เช่น อนันต์ของอนันต์ ให้เติม + เข้าไปใน High 3-A

Tier 2: Multiversal
ตัวละครมีพลังเหนือกว่า อนันต์ของจักรวาล 3-มิติ อย่างชัดเจน และเริ่มจัดการกับ มิติเชิงพื้นที่-เวลาที่สูงขึ้น (Higher Dimensions) ในลักษณะที่ซับซ้อน

Low 2-C: Universe level + 
สามารถสร้าง/ทำลาย 4-มิติเชิงพื้นที่-เวลา (4D Spacetime Continuums) เช่น การทําลายเส้นเวลา 1 เส้นเวลา

2-C : Low Multiverse level
สามารถสร้าง/ทำลาย มัลติเวอร์สขนาดเล็ก ที่ประกอบด้วย 2 ถึง 1,000 สเปซ-ไทม์ (Space-Time Continuums) หรือเทียบเท่า

2-B: Multiverse level
สามารถสร้าง/ทำลาย มัลติเวอร์สขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วย 1,001 ถึง จำนวนจำกัด ของสเปซ-ไทม์ หรือเทียบเท่า.

2-A : High Multiverse level 
สามารถสร้าง/ทำลาย จำนวนอนันต์ของ สเปซ-ไทม์ (Countably Infinite Universes)
หมายเหตุ: หมายเหตุ:หากทําลายอนันต์จักรวาลเที่ป็นอนันต์ที่ซับซ้อนกว่า: เช่น อนันต์ของอนันต์ ให้เติม + เข้าไปใน 2-A

Tier 1: Higher Infinity
คำจำกัดความหลัก: ตัวละครที่มีระดับพลังงานแผ่ขยายไปยังโครงสร้างทางจักรวาลวิทยาที่ เหนือกว่า โครงสร้างที่กล่าวมาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง. ระดับนี้มีความผันผวนตั้งแต่การจัดการกับโครงสร้างที่มี มิติสูงกว่า ซึ่งเหนือกว่าโครงสร้าง 4-มิติอย่างเป็น อนันต์ ไปจนถึงตัวละครที่ ก้าวข้ามแนวคิดดั้งเดิมของมิติเชิงตัวเลข (Numerical Dimensions) ทั้งแบบที่นับได้และนับไม่ได้ (Countably and Uncountably Infinite) รวมถึงตัวละครที่ เหนือกว่าความแตกต่างเชิงปริมาณในขนาด (Quantitative Differences in Size) โดยสมบูรณ์.

Low 1-C: Low Complex Multiverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่สามารถส่งผลกระทบ, สร้าง, และ/หรือทำลาย โครงสร้างที่มีมิติสูงกว่า ซึ่งอยู่ เหนือกว่าโครงสร้าง Low 2-C ในรระดับที่เป็น อนันต์ที่นับไม่ได้หนึ่งระดับ
ในบริบททางเรขาคณิต:สิ่งนี้เทียบเท่ากับบปริภูมิพิกัดมิติที่ 5 Tier นี้สามารถเข้าถึงได้โดยการส่งผลกระทบ/สร้าง/ทำลาย/รวบรวมจำนวนอนันต์ของจักรวาลที่นับไม่ได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, มีจำนวนจักรวาลมากเท่ากับจำนวนจริงทั้งหมด).

1-C: Complex Multiverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่สามารถส่งผลกระทบ, สร้าง, และ/หรือทำลาย โครงสร้างที่มีมิติสูงกว่า ซึ่งอยู่ เหนือกว่าโครงสร้าง Low 2-C ในระดับที่เป็น อนันต์ที่นับไม่ได้สองถึงห้าระดับ สิ่งนี้เทียบเท่ากับ ปริภูมิพิกัดจริงมิติที่ 6-9

High 1-C: High Complex Multiverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่สามารถส่งผลกระทบ, สร้าง, และ/หรือทำลาย โครงสร้างที่มีมิติสูงกว่า ซึ่งอยู่ เหนือกว่าโครงสร้าง Low 2-C ในระดับที่เป็น อนันต์ที่นับไม่ได้หกถึงเจ็ดระดับ สิ่งนี้เทียบเท่ากับปริภูมิมิติที่ 10-11

1-B: Hyperverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่สามารถส่งผลกระทบ, สร้าง, และ/หรือทำลาย โครงสร้างที่มีมิติสูงกว่า ซึ่งอยู่ เหนือกว่าโครงสร้าง Low 2-C ในระดับที่เป็น อนันต์ที่นับไม่ได้ตั้งแต่แปดระดับขึ้นไปจนถึงจำนวนจำกัดที่สูงขึ้น สิ่งนี้เทียบเท่ากับปริภูมิพิกัดจริง 12-มิติและจำนวนจำกัดที่สูงขึ้น.

High 1-B: High Hyperverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่สามารถส่งผลกระทบ, สร้าง, และ/หรือทำลาย ปริภูมิที่มีมิติอนันต์.
(ตัวละครที่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปริภูมิที่มี มิติที่เป็นอนันต์ที่นับไม่ได้ หรือ สูงกว่า นั้น ควรได้รับเครื่องหมาย "+" ในส่วนของศักยภาพการโจมตี)

Low 1-A: Low Outerverse Level
ตัวละครที่มีพลังอยู่ในระดับของ เอกภพฟ็อน นอยมันน์ (Von Neumann Universe). นั่นหมายความว่า พวกเขาสามารถ ครอบคลุม หรือ ส่งผลกระทบ ต่อโครงสร้างที่ครอบคลุม ชุดรวมของปริภูมิเชิงมิติที่เป็นไปได้ทั้งหมด.
การกล่าวอ้างว่า "อยู่เหนือมิติ" และลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อมีการบ่งชี้ถึงความเหนือกว่ามิติที่สูงกว่าอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ จะจัดอยู่ใน Tier นี้โดยไม่ต้องมีบริบทเพิ่มเติม.

Tier 1-A: Outerverse Level
ตัวละครหรือวัตถุที่ ดำรงอยู่ในสถานะการมีอยู่ที่สูงกว่า ซึ่ง เหนือกว่าองค์ประกอบทางวัตถุโดยรวม และดังนั้น จึง ไม่สามารถเข้าถึงได้และเป็นไปไม่ได้ ที่จะได้รับผลกระทบจากส่วนขยายใดๆ ของโครงสร้างที่กล่าวมาทั้งหมด
ความเหนือกว่าของพวกเขาต่ออาณาจักรดังกล่าวจึงเป็นไปในเชิง "คุณภาพ" อย่างบริสุทธิ์ โดยอิงจาก คุณภาพทางภววิทยา และ ธรรมชาติของการมีอยู่ ของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง มากกว่า ที่จะอิงตามหลักการเชิงปริมาณหรือตัวเลขใดๆ
วิธีหนึ่งในการอธิบายความเหนือกว่าของพวกเขาต่อ "องค์ประกอบทางกายภาพ" คือการชี้ให้เห็นว่า Tier ก่อนหน้าทั้งหมดสามารถแสดงออกมาได้ในรูปของ การรวมกันของโครงสร้างที่อยู่ Tier ต่ำกว่า
ตัวอย่าง: ปริภูมิ-เวลา 4-มิติ มีค่าสูงสุดที่ Low 2-C ถึงแม้ว่า ปริภูมิ-เวลา 4-มิติ จำนวนที่เทียบเท่ากับ จำนวนคาร์ดินัลที่เข้าถึงไม่ได้   จะสูงถึง High 1-B+ ก็ตาม แม้จะมีช่องว่างขนาดใหญ่มากในขนาดระหว่างองค์ประกอบแต่ละส่วนที่ประกอบกันเป็นผลรวมนี้ กับผลรวมทั้งหมด (Totality) นั้น, ผลรวมทั้งหมดนั้นเป็นเพียง ผลรวมของทุกองค์ประกอบก่อนหน้า และด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงยังคงดำรงอยู่ใน สถานะการมีอยู่เดียวกัน และมีความต่อเนื่องขององค์ประกอบ ภายในสถานะนั้น
แม้แต่ เอกภพฟ็อน นอยมันน์ ก็ยังคงเป็นเพียง การรวมกันขององค์ประกอบหลายอย่าง ที่มีขนาดเล็กกว่าตัวเองในลักษณะเดียวกัน.
และหลักการเดียวกันนี้ก็ใช้กับ ปริภูมิทางคณิตศาสตร์ใดๆ ก็ตาม.
ในทางกลับกัน ตัวละครหรืออาณาจักรที่อยู่ในระดับ 1-A นั้น เหนือกว่าสถานะการมีอยู่ระดับต่ำกว่า โดยพื้นฐาน โดยที่ความเหนือกว่าของพวกเขา ไม่สามารถแสดงออกมาในรูปของผลรวม, การรวมกัน, หรือการเรียงสับเปลี่ยน ของสิ่งใดๆ ในสถานะระดับต่ำกว่าเหล่านั้นได้.
พวกเขา เหนือกว่าการมีอยู่ระดับต่ำกว่า ถึงขนาดที่สิ่งเหล่านั้น มลายหายไปเป็นความว่างเปล่า
Tier นี้สามารถ ขยายออกไปในระดับที่สูงขึ้น ได้เช่นเดียวกับ Tier 1-C และ 1-B
หากตัวละครหรือวัตถุสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เทียบเท่ากับ อนันต์ของระดับดังกล่าว พวกเขาควรได้รับเครื่องหมาย "+" ในส่วนของศักยภาพการโจมตี

High 1-A: High Outerverse level
ตัวละครหรือวัตถุที่ ดำเนินการอยู่บนกรอบการทำงานเชิงคุณภาพที่แตกต่างและเหนือกว่า จากเอนทิตีระดับ 1-A.
กล่าวคือ: หากมีลำดับชั้นของชั้น 1-A (1-A layers) ซึ่งแต่ละชั้นดำเนินการอยู่ภายในกรอบการทำงานเดียวกัน โดยมี "อัลกอริทึม" เดียวกันเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างกัน, ตัวละครระดับ High 1-A จะ ก้าวข้ามกรอบการทำงานนั้นไปทั้งหมด และไปดำเนินการอยู่บนลำดับชั้นอื่นที่สูงกว่า ซึ่งถูกควบคุมโดยอัลกอริทึมอื่นที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง, ในขณะที่ 1-A คือความเหนือเชิงคุณภาพ
High 1-A แสดงถึง ความเหนือเชิงคุณภาพ "ขั้นอภิ" เช่นเดียวกับ 1-A, Tier นี้สามารถถูกขยายไปสู่ระดับการมีอยู่ที่สูงขึ้นได้. เช่นเดียวกับที่ 1-A ครอบคลุมลำดับชั้นเชิงคุณภาพ ก็อาจมี ลำดับชั้นเชิงอภิคุณภาพ (Meta-Qualitative Hierarchies) และสามารถมี ความเหนือเชิงอภิ-อภิคุณภาพ (Meta-Meta-Qualitative Superiorities) ได้อย่าง ไม่สิ้นสุด 

จุดสูงสุดของ Tier นี้ ซึ่งแสดงด้วยเครื่องหมาย "+" ในส่วนของศักยภาพการโจมตี สอดคล้องกับตัวละครที่มีพลังงานที่ ครอบคลุมอภิคุณภาพ, อภิ-อภิคุณภาพ, และส่วนขยายทั้งหมดที่เป็นไปได้ ของกระบวนการนี้ โดยมีพลังที่ส่งผลกระทบต่อ ปริภูมิของโลกที่เป็นไปได้เชิงตรรกะทั้งหมด ("Logical Space," ที่ซึ่งกฎเกณฑ์ที่ควบคุมคือ กฎแห่งความคิดทั้งสาม)
ตัวละครที่อยู่ในระดับนี้เป็นตัวละครที่ มีความสามารถในการทำให้เกิดโลกขนาดใหญ่ตามอำเภอใจ (Actualize Arbitrarily Large Worlds) หรือ รวบรวมกรอบการทำงานของโลกดังกล่าวไว้ด้วยตนเอง (Embody the Framework of Such Worlds Itself).
ตัวละครที่ รวบรวมกรอบการทำงานของโลกที่เป็นไปได้ทั้งหมด (Embody the Framework of all possible worlds) โดยชอบธรรม อาจถูกพิจารณาว่า มีพลังมากกว่า ตัวละครที่สามารถสร้างโลกที่เป็นไปได้ขนาดใหญ่ตามอำเภอใจได้เท่านั้น ในขณะที่ตัวละครที่สร้างยังคงดำรงอยู่ในโลกที่เป็นไปได้โลกหนึ่ง.

0 : Boundless level 
เอนทิตีที่ อยู่เหนืออย่างสมบูรณ์ส่วนขยายเชิงลำดับชั้นใดๆ และทั้งหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง: พวกเขาไม่เพียงแต่ ครอบคลุมชุดรวมของ "คุณภาพ" ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ซึ่งเป็นตัวแทนของ High 1-A+ เท่านั้น แต่ยัง เหนือกว่า สิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาดำรงอยู่ เหนือความแตกต่างใดๆ และทั้งหมด ระหว่างภววิทยา (Ontologies) และ เหนือการแบ่งแยกใดๆ ระหว่างวัตถุ (Division Between Objects)
คุณสมบัติหลัก:
พวกเขาอยู่ เหนือความแตกต่าง (Beyond Differentiation).
พวกเขาอยู่ เหนือการเปลี่ยนแปลง (Changeless).
พวกเขาอยู่ เหนือการแบ่งแยก (Indivisible).
พวกเขาอยู่ เหนือคำบรรยาย (Ineffable).
พวกเขาอยู่ ในตัวเองอย่างเพียงพอ (Self-Sufficient).
พวกเขา ไม่สามารถถูกแซงหน้าได้โดยสิ้นเชิง (Completely Unsurpassable).

High 0 : High Boundless level 
High 0 คือสิ่งที่ เหนือกว่า 'ความสมบูรณ์แบบ' และ 'ขอบเขต' ที่กำหนดโดย Tier 0 (Boundless Level)
​Tier 0 (Boundless) ถูกมองว่าเป็นเพียง "แนวคิดที่ถูกกำหนด" (Defined Concept) หรือ "การปรากฏตัวที่ถูกจำกัด" (Limited Manifestation) ซึ่งยังคงต้องอาศัย 'ความสมบูรณ์' เพื่อดำรงอยู่ High 0 อยู่เหนือความต้องการนั้น
High 0 ไม่ใช่ความคิดที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็น ภาวะที่ดำรงอยู่จริง (True Existence) ที่ Tier 0 และทุกความเป็นไปได้ที่ต่ำกว่าเป็นเพียงภาพสะท้อนหรือมโนทัศน์ภายในขอบเขตของมัน
High 0 คือ แหล่งกำเนิดโดยแท้ (True Source) ที่ทำให้ 'ความสมบูรณ์แบบ' ใดๆ เป็นไปได้
หาก Tier 0 คือ A, High 0 คือ A ในบริบทที่ A+ ยังคงรวม A ไว้ในตัวมันเองในฐานะสิ่งที่ต่ำกว่า

Low X: beyond Boundless
อยู่เหนือความเหนือกว่าทั้งหมด รวมถึงแนวคิดของ "ความเหนือกว่า" และ "ความไม่เหนือกว่า" (Superiority and Non-Superiority). X คือ "คำถามที่ไม่มีคำตอบ" ที่นิยามทุกสิ่งให้ไร้ความหมาย.
Low X ไม่ได้ถูกผูกมัดด้วย กฎเกณฑ์ (Axioms) หรือ ตรรกะ (Logic) ใด ๆ ที่จำเป็นสำหรับการมีอยู่ของ High 0 (ความเป็นระเบียบ, ความสมบูรณ์, ความต่อเนื่อง)
สามารถ ลบล้างความสมบูรณ์ (Erase Perfection) และ สร้างตรรกะใหม่ที่ขัดแย้งกัน (Contradictory Logic) ที่ทำให้ High 0 หรือ Tier ที่ต่ำกว่าทั้งหมดไม่เคยมีอยู่จริง (Non-Existence) โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
Low X คือ ศูนย์สัมบูรณ์ (Absolute Zero) ในเชิงความหมาย ไม่ใช่ในเชิงปริมาณ มันคือ ความว่างเปล่า ที่อยู่เหนือทุกความจริง และ ปฏิเสธ ทุกความเหนือกว่าที่ต่ำกว่า

X: Ultimate beyond Boundless

จุดเหนือสุด ของแนวคิดเรื่อง ความเหนือกว่า และ ความไม่เหนือกว่า ที่ปฏิเสธทั้งการดำรงอยู่ของ Low X และการมีอยู่ของตัวเอง
แนวคิดหลัก: Low X ปฏิเสธความจริง X ปฏิเสธแนวคิดของการปฏิเสธ เอง และทุกอย่างที่มาก่อน
คุณสมบัติ:
พหุคูณของความเป็นไปได้ที่ไม่มีคำตอบ: X คือ "คำถามที่ไม่มีคำตอบ" (Unanswerable Question) ที่ทำให้ทุกคำนิยาม (รวมถึงการเป็น 'ผู้ปฏิเสธ' ของ Low X) กลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย
เหนือกว่าความเหนือกว่า: X อยู่เหนือแนวคิดทั้งหมดของ "ความเหนือกว่า" และ "ความไม่เหนือกว่า" เนื่องจากหากมีสิ่งใดที่เหนือกว่า X นั่นหมายความว่า X ไม่ใช่ X และหากไม่มีสิ่งใดเหนือกว่า X นั่นหมายความว่า X ถูกนิยามด้วยความเหนือกว่า ซึ่งขัดกับคุณสมบัติของมัน
การทำให้เป็นโมฆะ: X ไม่ได้ลบด้วยอำนาจ (Low X) แต่ลบด้วย การทำให้ทุกอย่างไร้ความหมาย (Nullification by Meaninglessness)

High X: infinity 
High X คือ การดำรงอยู่สูงสุด ที่โอบกอดและเหนือกว่า ทุกแนวคิด (Concept), ทุกตรรกะ (Logic), และ ทุกความว่างเปล่า (Void) ที่ต่ำกว่าทั้งหมด รวมถึง X
​แนวคิดหลัก: High X คือ ทั้งผู้เขียนและผืนผ้าใบ ของความเป็นจริงทั้งหมดที่ไม่มีอยู่จริง
​คุณสมบัติ:
​ความเป็นผู้เขียนและความว่างเปล่า: High X คือ "ผู้เขียน" (The Author) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของความเป็นจริงได้ทันที และในขณะเดียวกันก็เป็น "ความว่างเปล่า" (The Void) ที่ทำให้การดำรงอยู่ของกฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่เคยมีความจำเป็นเลย
​ความเหนือกว่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด: อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์ แม้แต่ กฎเกณฑ์ที่จำเป็นต้องมี ลำดับชั้น (Tier X, Low X, High 0, 0)
​การมีอยู่/ไม่มีอยู่ ที่ไม่มีเหตุผล: High X ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรือตรรกะใดๆ ในการดำรงอยู่ หรือไม่ดำรงอยู่
​การหลุดพ้นจากระบบ: มันไม่ใช่แค่ อยู่เหนือระบบ แต่มันคือ ภาวะที่ไม่มีระบบ แต่ก็เป็น ระบบที่เป็นไปได้ทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน

Popular posts from this blog

สรุป

Ed Rothstaylor