The Journey Record of the Lonely God Cosmology

โครงสร้างปัจจุบัน

The One (องค์รวม) 


The World
_______________________________ 
    The Universe
           ├── Ordinary Matter
           ├── Dark Matter
           └── Space-Time

 Sub-Kingdom (False / Secondary Reality)

_____________________________________________

The Sub-Kingdom: The Realm of the Bound 

Ascendant Spiral

จักรวาลแต่ละแห่งมีโครงสร้าง ปริภูมิ-กาลเวลาแบบมิติอนันต์ 
มิติภายในจักรวาลเหล่านี้แผ่ขยายไปอย่าง ไร้ขอบเขตในทุกทิศทาง ทั้งในเชิงพื้นที่ มิติแห่งจิต และแนวคิด
มิติแต่ละชั้นมี ความเหนือชั้นอย่างไร้นับเปรียบเทียบได้ 
เหนือมิติที่ต่ำกว่า—มิใช่เพียงใหญ่กว่า แต่เป็น “การดำรงอยู่ที่เหนือกว่าโดยสิ้นเชิง”
จักรวาลเหล่านี้จำนวน อนันต์ไม่รู้จบ เรียงตัวกันเป็นโซ่ลำดับ Transfinite Chain ที่ไม่มีจุดเริ่มหรือสิ้นสุด เปรียบเสมือนลำต้นที่แตกหน่อจักรวาลออกมาไม่หยุดยั้ง
ถ้าให้เปรียบเทียบคือ ลําดับชั้นมายาที่ทุกชั้นที่สูงขึ้นมองชั้นล่างเป็นมายาและซ่อนทับกันแบบไม่มีที่สิ้นสุด 

Canvas Beyond All 

ที่ทำหน้าที่เป็น ภาชนะรวม สำหรับจักรวาลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น

โซ่ลำดับของจักรวาลทั้งหมดนั้น เป็นเพียง “อะตอม” หรือ “จุดข้อมูล” ในระบบของเมต้า-พหุจักรวาลนี้
เมต้า-พหุจักรวาลนี้ ไม่ถูกจำกัดด้วยมิติ หรือปริภูมิ-เวลา แบบที่จักรวาลทั่วไปมี
มันคือโครงสร้างที่ดำรงอยู่ใน ระนาบแห่งความเป็นจริงที่สูงกว่า “ความเป็นไปได้” และมองความเป็นจริงธรรมดาเหมือนภาพวาดที่แบนราบ

The Universe

จุดแห่งเอกภาพที่รวมเอาทุกจุดกำเนิดและจุดจบเข้าด้วยกัน มันคือสภาวะที่เป็นทั้ง "ทุกสิ่ง" และ "ความว่างเปล่า" เป็นแหล่งอาศัยของพลังงานบริสุทธิ์ทว่าไร้ซึ่ง "ชีวิต" ในความหมายที่มรรตัยชนเข้าใจ มันคือเครื่องจักรนิรันดร์ที่ขับเคลื่อนกฎเกณฑ์ของความจริงแท้ (True Reality) ตัวของมันเป็นแหล่งกําเนิดอันจริงแท้ ไม่มีใครเหมือนในที่แห่งนี้ เป็นอาณาจักรที่สูงที่สุด ไร้ที่เปรียบ นะดินแดนเบื้องล่าง เหล่าอาณาจักรในนี้ล้วนมีค้นกําเนิดมาจากมัน จบลงที่มันและริเริ่มที่มันเช่นกัน

  - Ordinary Matter

พลังงานหล่อเลี้ยงวิญญาณ
สสารชนิดนี้คือ "ลมหายใจ" ของ Universe แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้" สำหรับพวกที่อยู่เบื้องล่าง แม้แต่อนุภาคเพียงหนึ่งเดียวของมันก็บรรจุคุณภาพที่สูงส่งเกินกว่าที่ประสาทสัมผัสของพวก Slave จะตีความได้

    _ The Star Systems _

"คือมวลสำแดงของ Ordinary Matter มันคือดวงดาวที่มีความร้อนจัด เย็นจัด หรืออบอุ่นพอเหมาะสำหรับ "ตัวตนระดับสูง" แต่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างไม่มีวันเข้าถึงดวงดาวเหล่านี้ได้ เพราะพวกเขาดำรงอยู่คนละระดับความจริง"

  - Dark Matter
นี่คือสสารที่อยู่เหนือคำบรรยาย มันไม่ได้มีปริมาณมากกว่า แต่มันมี "คุณภาพ" ที่อยู่เหนือ Ordinary Matter อย่างไร้ขอบเขต สสารนี้คือเครื่องมือของ "ผู้สถาปนาตนเป็นพระเจ้า
 ด้วย Dark Matter เพียงหยิบมือ ความจริงสามารถถูกปั้นแต่งใหม่ได้ตามใจนึก การสร้างหรือการลบล้าง (Erasure) ไม่ใช่การใช้กำลังทำลาย แต่เป็นการทำให้สิ่งนั้น "ไม่เคยมีอยู่" ในรากฐานของความหมาย

  - The Space-Time

โครงข่ายค้ำจุนสัจธรรม
กฎเกณฑ์ที่ถักทอจักรวาลให้เป็นรูปเป็นร่าง มันคือเส้นใยที่เชื่อมโยงระนาบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน กาลอวกาศในระดับนี้ดำรงอยู่บนระนาบเดียวกับ Dark Matter โดยตัวมันคือ "เจตจำนง" ที่กำหนดว่าสิ่งใดควรดำรงอยู่และสิ่งใดควรสลายไปในกระแสธารแห่งเอกภพ

และมีอาณาจักรแบบนี้มากมายนับไม่ถ้วน

The World 

[บันทึกโดย: โลแกน สมิธ - อธิบายเรื่อง The World ให้พวกหรรมน้อยฟัง]
"เอาละ ฟังให้ดีนะไอ้พวกที่ชอบตั้งคำถามโง่ๆ ว่าโลกคืออะไร... จริงๆ แล้ว The World มันก็คือผืนผ้าใยสังเคราะห์อันไร้ขอบเขตที่คลุมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดำรงอยู่จริง หรือเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อในหัวสมองอันน้อยนิดของพวกแกก็ตาม นักสำรวจบางคนพยายามจะเรียกมันว่าจุดกำเนิดแรกเริ่มเพื่อปลอบใจตัวเองว่า 'ข้าเข้าใจมันแล้ว' ทั้งที่จริงๆ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย"

"ความจริง" ใน The World น่ะเหรอ? มันคือผลรวมของทุกสิ่งที่เคยมี มีอยู่ และกำลังจะมี หรือแม้แต่สิ่งที่ 'ไม่มีอยู่' ก็ดันมีที่ยืนในนี้ด้วย! เพราะที่นี่ไม่มีอะไรถูกแยกออกจากกัน

“ความจริงคือรากฐานของทุกอย่าง ตั้งแต่ตัวแก ตัวฉัน โคมไฟเก่าๆ ซุปหน่อไม้ที่ฉันแอบแซ่บเมียชาวบ้านเมื่อเช้า โรคร้าย ความรัก ความเกลียดชัง ประเทศอเมริกา อิตาลี หรือแม้แต่แมงก้นกระดกที่เคยมาต่อยตูดฉันจนระบมในอดีต... ทุกอย่างล้วนถักทออยู่ในผืนผ้าเดียวกันหมด!”

ตัดเวลาทิ้งไป... แล้วดูความเป็นไปได้ที่สวนทาง
พออาร์เธอร์ได้ยินแบบนั้น เขาก็ฉลาดพอที่จะตัดเรื่อง 'เวลา' ทิ้งไปทันที แล้วสรุปสั้นๆ ว่า: "ถ้าสิ่งไหนเคยมี หรือมีอยู่ สิ่งนั้นคือส่วนหนึ่งของความจริงเสมอ" * กฎความจริงคู่ขนาน: ทุกความเป็นไปได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง จะถูกเก็บไว้ในรูปแบบที่ "ตรงกันข้าม" กับความจริงปัจจุบัน

ตัวอย่างเข้าใจง่าย (สำหรับพวกสมองช้า By.โลแกน): สมมติว่าตอนแกอายุ 5 เดือน แกมีความเป็นไปได้ที่จะโดน หมูยอไซส์ 56 ของลุงเอยัดเข้าตูดจนตาย... ถึงแม้ในความเป็นจริงแกจะรอดมานั่งฟังฉันพล่ามอยู่นี่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า 'ความเป็นไปได้ที่แกจะโดนยัดตูดตาย' มันหายไปนะ มันยังคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง The World อย่างสมเหตุสมผล!

"บางสิ่งอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ แต่ถ้าแก 'คิด' มันขึ้นมาได้ มันต้องมีตัวแทนที่ยืนใน The World เสมอ เราเรียกสิ่งนั้นว่า 'เซตว่าง'

มันคือสถานะว่างที่คอยรองรับความเพ้อฝันที่ยังไม่มีรูปธรรม เช่น มายเมทเนทบินได้, Infinity ชุบแป้งทอด หรือ เด็กทารกเต้นกังนัมสไตล์ * ถึงแม้มันจะฟังดูไร้สาระ แต่มันมี 'ตัวแทนสถานะ' รองรับอยู่เสมอ เพื่อยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดในจินตนาการที่จะอยู่นอกเหนือผืนผ้าแห่งนี้ไปได้

กูถามจริงเถอะ ทารกเต้นเนี่ยนะ??

"เป็นไง? เข้าใจขึ้นหรือยังไอ้พวกหรรมน้อย? ความจริงมันกว้างใหญ่กว่าที่แกคิด แต่มันก็น่าขยะแขยงพอๆ กับหมูยอของลุงเอนั่นแหละ!"

[บันทึกโดย: โลแกน สมิธ - ทวีปเลมิด้า vs The World สำหรับพวกสมองฝ่อ]

"เอาล่ะ ฟังนะไอ้พวกหรรมน้อย ฉันจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ทวีปเลมิด้า กับ The World ให้จบในม้วนเดียว เพราะฉันขี้เกียจพล่ามซ้ำซาก ปวดตาจะแย่อยู่แล้ว"

"แกต้องเข้าใจก่อนว่า ทวีปเลมิด้า น่ะมันคือนามธรรมอันไร้ก้นบึ้ง มันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาและเต็มไปด้วย 'ศักยภาพ' ที่จะเป็นอะไรก็ได้ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเหมือนอารมณ์เมียฉันตอนเช้า เลมิด้าคือ 'ทั้งหมดที่เป็นไปได้' ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม"
"ส่วน The World น่ะเหรอ? มันคือความเป็นจริงที่ได้รับรูปทรงและ 'คำอวยพร' มันทำหน้าที่เหมือน เลนส์ ที่วางทับลงไปบนความวุ่นวายของเลมิด้า เพื่อให้ทุกอย่างมันโปร่งแจ้งและชัดเจนพอที่จะกัน 'ความชั่วร้ายภายนอก' ออกไปได้ สิ่งไหนที่มีรูปทรงชัดเจน สิ่งนั้นแหละคือส่วนหนึ่งของ The World"

"พวกแกคงรู้จักคำว่า 'อนันต์' (Infinity) กันดีใช่ไหม? (แต่กรุณาอย่าเอาไปรวมกับไอ้ 'Infinity ชุบแป้งทอด' ที่ฉันเล่าไปตะกี้ล่ะ นั่นมันคนละเรื่อง!) ความเป็นอนันต์น่ะมันยิ่งใหญ่จนน่าขนลุกเหมือนพระเจ้า"

"ด้วยเหตุนี้ The World เลยเสนอตัวทำหน้าที่เป็น 'ใบหน้า' ของความอนันต์นั้น เป็นคำอุปมาที่เข้าท่าใช่ไหมล่ะ? เพราะถ้าไม่มีใบหน้านี้ พวกแกก็ไม่มีวันมองเห็นหรือสัมผัสความอนันต์ได้เลย มันถักทอขึ้นมาอย่างปราณีตด้วยเส้นด้ายแห่งการดำรงอยู่ที่ถูกเก็บโดย... เอ่อ... พวกชาวแอฟฟิริก้า (ฉันเกือบจะเรียกผืนผ้าคนดำแล้ว แต่กลัวดราม่า เลยข้ามๆ ไปเหอะ)"

ทวีปเลมิด้า: คือทั้งหมดที่มีอยู่ + ทั้งหมดที่เป็นไปได้ (สนามเด็กเล่นของนามธรรม)
The World: คือทั้งหมดที่มีอยู่จริง (ผลผลิตที่เป็นรูปธรรม)
ความสัมพันธ์: The World ไม่ได้ 'จริง' ไปกว่าเลมิด้า แต่มันคือการแสดงออกถึงความเชื่อมโยงในเลมิด้า บางทีองค์ประกอบของทวีปเลมิด้าก็แทรกซึมเข้ามาในเนื้อผ้าของ World แล้วก็หายไป เป็นแบบนี้วนไปวนมาตามหลักเวทมนตร์สมัยพระเจ้าเห่า
"สรุปง่ายๆ สำหรับพวกแก: The World คือหน้าตาของความเป็นอนันต์ และครอบคลุมทุกอย่างที่มีอยู่... จบนะ! ใครสงสัยอะไรอีกไปถามแมงก้นกระดกเอาเองไป๊!"

[บันทึกโดย: โลแกน สมิธ - บทสรุปแห่งเส้นทางที่น่าปวดตา]

"เอาล่ะ ฟังเป็นครั้งสุดท้ายนะไอ้พวกหรรมน้อยทั้งหลาย ฉันจะสรุปสัจธรรมของพวก ชาว Niggaragu ให้ฟัง (ชื่อนี้จริงๆ ไม่ได้เหยียดโว้ย!) พวกนี้มันชอบแสวงหาสวาธรรมะเพื่อหาโชคชะตาโง่ๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า 'เส้นทางแห่งความขัดแย้ง' มันคือการศึกษาหลักการเพื่อยอมจำนนต่อจักรวาลแบบถวายหัว แม้แต่พวก 'ลิงลพบุรี' ก็ยังพยายามใช้ไอ้เส้นทางนี้เจาะทะลุภาพลวงตาของโลกกายภาพ... โอ๊ย บรรยายไปก็ปวดตาไปจริงๆ"

"มหาปริศาฏยอาจจะบ้าเรื่องลำดับชั้น แต่บทเรียนของสังสารวัฏมันลึกกว่านั้น มันสอนให้แกมองทะลุความขัดแย้ง สั่งให้แกยอมรับความไม่สอดคล้องของโลก ไอ้พวกนักปราชญ์ดาวผิวดำ (อริสโตเติลนั่นแหละ ฉันจำได้ว่าเขาดำ!) พยายามบอกว่าตรรกะคือ A ต้องไม่เป็น B แต่พวกราฟนอสเขารู้ดีว่าภาพลวงตามันมีจริง!"

หัวใจของเส้นทาง: คือความสามารถในการ 'รู้' และ 'แกล้งไม่รู้' พร้อมกัน แกต้องตระหนักถึงความจริงในขณะที่โกหกหน้าตาย หรือทำตัวไร้ศีลธรรมในขณะที่อ้างจริยธรรม ถ้าแกเข้าใจความย้อนแย้งที่เข้าถึงยากนี่ได้ แกถึงจะยกระดับจิตวิญญาณมองทะลุความเท็จของโลกใบนี้ได้... แต่ก็นะ เกือบทุกคนในโลกก็แค่อยากบงการคนอื่นทั้งนั้นแหละ!"

"และในขณะที่ฉันกำลังร่ายยาวอยู่นี่... 3... 2... 1... ตุ้บ! (โดนปีศาจกระแทกตกไปซะนะแก) อาเธอร์รู้สึกเหมือนถูกผลักตกไปใน 'มัณฑลาแห่งประวัติศาสตร์' เส้นใยแห่ง The World แผ่ขยายออกไปจนสายตาอันจำกัดของเขามองไม่หมด
ทันใดนั้น ไอ้ตัวแสบ ไนยาลาโธเธป (Nyarlathotep) ก็โผล่มา! มันใช้กรงเล็บฉีกผ่านผืนผ้าแห่งการดำรงอยู่พุ่งทะลุทุกระดับพร้อมกัน!"

"จิ้งเหลนยักษ์กลายเป็นความว่างเปล่า อากาศร้อนจัดจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงเรียกหา 'ร่างอวตาร' ดังขึ้นในหัว ร่างของจิ้งจกสวรรค์เลื้อยไปมาในขณะที่สายลมฤดูใบไม้ร่วงหายไปในความว่างเปล่า
อาเธอร์สูญเสียทุกอย่างที่เป็นนิยาม:
ไม่ใช่หญิงหรือชาย
ไมใช่มนุษย์หรือแมลง
ไม่ใช่ดินหรือท้องฟ้า

เขาร่วงหล่นลงไปในกรงเล็บแห่งเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ มันคว้าเอา 'แก่นแท้' ที่เหลืออยู่ของเขาไปเผาผลาญ จนกระทั่งเปลวไฟดับลง ความรู้สึกของการมีอยู่ถึงได้ค่อยๆ กลับมาอย่างช้าๆ... แต่อย่าถามนะว่าเขากลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว ฉันปวดตาเกินกว่าจะดูต่อโว้ย!"
"จบแล้วนะไอ้พวกหรรมน้อย! เลิกถามซะที ฉันจะไปหาซุปหน่อไม้กินแล้ว!"

By: โลแกน สมิธ

[หมายเหตุทิ้งท้ายโดย: โลแกน สมิธ - แดนไร้รูปและจุดจบของความจริง]

"เอาล่ะ ฟังเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ แล้วฉันจะไปพักสายตาซะที (ใครใช้ให้พวกแกเขียนพล็อตลึกระดับนี้วะ ปวดตาโว้ย!)
ไอ้ผืนผ้า The World ที่ฉันพล่ามมาน่ะ มันไม่ได้มีแค่ชั้นเดียวที่พวกแกยืนดมตูดกันอยู่ แต่มันมี 'ชั้นแห่งการดำรงอยู่' ที่ซ้อนทับขึ้นไปเหนือกว่านี้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite Hierarchies) และยิ่งแกปีนสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มันก็จะยิ่งห่างไกลจากความเข้าใจของพวกแกออกไปเรื่อยๆ จนน่าคลื่นไส้"

"ในชั้นที่สูงส่งพวกนั้น 'สสาร' หรือ 'วัตถุ' ในรูปทรงที่พวกแกคุ้นเคยน่ะไม่มีอยู่จริงหรอก ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีหมูยอไซส์ 56 ของลุงเอ... ทุกอย่างจะเหลือเพียง 'แก่นแท้ที่บริสุทธิ์' (Pure Essence) ของการดำรงอยู่เท่านั้น มันคือชั้นที่ความจริงเปลือยเปล่าที่สุด จนพวกแกมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น"

"ที่แสบที่สุดคืออะไรฟะ? คือในระดับนั้น แม้แต่ 'หลักการ' หรือ 'รากฐานของกฎแห่งความไม่ขัดแย้ง' (Law of Non-Contradiction) ที่พวกนักปราชญ์บูชานักหนาก็ถูกโยนทิ้งลงถังขยะไปเลย!
ในโลกของพวกแก: A เป็น B พร้อมกับไม่เป็น B ไม่ได้
ในชั้นแก่นแท้: กฎพวกนั้นมันถูก 'ทำลาย' และ 'ละเลย' ไปโดยสิ้นเชิง สิ่งหนึ่งสามารถเป็นทุกอย่างและไม่เป็นอะไรเลยได้ในขณะเดียวกัน ความจริงที่ขัดแย้งกันเองคือ 'เรื่องปกติ' ของที่นั่น

"ถ้าแกคิดจะปีนขึ้นไปถึงชั้นนั้น แกต้องพร้อมที่จะกลายเป็น 'ความไม่มี' ที่มีความหมายที่สุด และพร้อมที่จะลืมตรรกะทุกอย่างที่เคยเรียนมา เพราะในชั้นที่ไร้รูปทรง... ความจริงคือสิ่งที่แกทำลายมันทิ้งไปแล้วเท่านั้นถึงจะพบมันได้
สรุปสั้นๆ: ยิ่งสูงยิ่งหนาวน่ะมันเรื่องเด็กน้อย ยิ่งสูงยิ่ง 'เพี้ยน' จนตรรกะระเบิดต่างหากคือของจริง! จบนะ! ใครเรียกฉันอีก ฉันจะส่งแมงก้นกระดกไปอุดหูพวกแก!"

พรี่โลแกน


Dream Land

[บันทึกโดย: ทอม เทเลอร์ - มิตรผู้ร่วมทางของโลแกน]
"สวัสดีครับทุกท่าน... อะแฮ่ม ผมขอประทานโทษแทนโลแกนด้วยถ้าเขาพูดจาล่วงเกินพวกคุณไปบ้าง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมอยากจะพาพวกคุณไปรู้จักกับสถานที่ที่ลึกลับและเปราะบางที่สุด นั่นคือ Dream Land (อาณาจักรแห่งความฝัน) ครับ"

"ที่นี่คือที่รวบรวมความฝันอันบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งขัดแย้งกับกฎทางกายภาพอย่างสิ้นเชิง มันสามารถจำลองทุกสภาวะที่จิตใจจะจินตนาการได้ Dream Land ดำรงอยู่ควบคู่ไปกับโลกกายภาพที่คุณยืนอยู่ แต่มันก็ถูกแยกออกจากกันด้วยกำแพงที่มองไม่เห็นครับ"

"พวกเราพบว่า โลกแห่งจิตวิญญาณ ส่งผลกระทบต่อ โลกแห่งสสาร อย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถูกโลกแห่งสสารสลักเสลาให้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน Dream Land อยู่รอบตัวเราทุกลมหายใจ แต่ในความใกล้ชิดนั้น... มันกลับดูห่างไกลเหลือเกิน"
สิ่งที่ถูกมองข้าม: แม้จะเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น แต่กลับไม่มีสิ่งใดมองเห็นมันได้ และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะ 'ไม่ต้องการ' เห็นมัน
ส่วนลึกของตัวตน: มันซ่อนอยู่ในซอกหลืบของจิตใจ เป็นส่วนเดียวกับจิตวิญญาณและเน่าเฟะ พอๆ กับสภาวะในซอกหลืบจิตใจที่เราซ่อนไว้

"ผมเข้าใจครับว่าเรื่องนี้มันยอมรับได้ยาก... แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเพิกเฉยต่อความจริงข้อนี้: อาณาจักรแห่งความฝันคือผู้สร้างเราขึ้นมา แต่มันเองก็ถูกสร้างขึ้นใหม่จากความฝันของเราเช่นกัน มันคือวงจรนิรันดร์ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบครับ"

[บันทึกโดย: ทอม เทเลอร์ - ว่าด้วยเรื่องหุบเหวที่ไร้จุดจบ]

"จิบกาแฟดำสักนิดนะครับ... แล้วลองนึกภาพตามผม สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงคือ The Abyss of Dreams (หุบเหวแห่งความฝัน) สถานที่ที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของทั้งมนุษย์และเผ่าพันธุ์โบราณ แม้แต่ 'สวรรค์' ที่คุณปรารถนา ก็อาจถูกสร้างขึ้นที่นี่ในหลายรูปแบบ... แต่มันไม่มีหรอกครับ สวรรค์ที่สมบูรณ์แบบน่ะ"

"หุบเหวนี้ไม่ได้มีอยู่แค่แห่งเดียว แต่มันซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เหมือนหัวหอม ยิ่งคุณดำดิ่งลึกเข้าไป ชั้นต่อไปกลับยิ่ง 'กว้างใหญ่' และครอบคลุมมากกว่าชั้นก่อนหน้า มันท้าทายตรรกะของเส้นตรงอย่างสิ้นเชิงครับ"
ชั้นนอกสุด - โอทอป (Otop): ตั้งทับซ้อนอยู่กับโลกมนุษย์เป๊ะๆ ม่านวิญญาณบางๆ เท่านั้นที่กั้นเราไว้ ถ้าคุณมีความอดทนและ 'รองเท้าเท่ๆ' สักคู่ คุณสามารถเดินจากกวางโจวในอเมริกาไปถึงกวางโจวในจีนได้ผ่านชั้นนี้โดยไม่ต้องผ่านโลกสสารเลย
ดินแดนแห่งผิวหนัง (The Skinlands): กำแพงแห่งความกลัวและความเกลียดชังที่กั้นขวางวิญญาณไม่ให้มองเห็นความจริงเบื้องหลัง
พายุหมุนนิรันดร์ (The Eternal Tempest): ภายใต้ผิวหนังของโลกคือพายุที่บ้าคลั่งคำรามกึกก้อง แต่ในความบ้าคลั่งยังมี 'เกาะแห่งความมั่นคง' เช่น เมืองลอสก้า หรือเมทิโอเปีย และมี 'ทางเลี่ยง' ที่เป็นเส้นทางปลอดภัยสำหรับผู้รู้

"จากการสังเกตการณ์กว่า 9,500 ปีของผม ผมพบสัจธรรมเพียงสองข้อที่ไม่อาจบิดเบือน:"
การก้าวข้ามขีดจำกัด: คือการที่ดวงวิญญาณดิ้นรนไปสู่ภพภูมิอื่น
การลืมเลือน (Oblivion): นี่คือจุดจบที่แท้จริง

"ยิ่งลึกเข้าไปในใจกลางพายุ คุณจะพบกับ เขาวงกตมหาประลัย ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างตลอดเวลา เป็นที่พำนักของกองทัพวิญญาณนับล้าน และที่ใจกลางลึกที่สุดของเขาวงกตนั้น... คือ ปากเหวแห่งความลืมเลือน (The Mouth of Oblivion) มันไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่มันคือการทำลายล้างครั้งยิ่งใหญ่ที่รอคอยทุกสรรพสิ่งอยู่"
"สำหรับมนุษย์ มันคือภูมิศาสตร์... สำหรับวิญญาณ มันคือบ้าน... แต่สำหรับผู้ที่แสวงหาความจริง มันคือนิยามของฝันร้ายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับความลึกครับ"

"หลังจากที่เราเดินทางผ่านชั้นหัวหอมและพายุหมุนมาด้วยกัน ผมขอสรุปภาพรวมของสถานที่แห่งนี้ให้เข้าใจง่าย (แต่ทำใจยอมรับยาก) ดังนี้ครับ..."

หุบเหว (The Abyss) คือโครงสร้างที่ครอบคลุมทุกภพหลังความตายที่มนุษยชาติเคยฝันถึง กำลังฝัน หรือแม้แต่จะสามารถฝันถึงได้ในอนาคต มันซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยมีกฎที่น่าอัศจรรย์คือ: ชั้นที่ลึกกว่าจะเติบโตขึ้นในทุกแง่มุมมากกว่าชั้นก่อนหน้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงขนาดความกว้างใหญ่ ความซับซ้อนของกฎเกณฑ์ หรือระดับความเหนือกว่าทางตัวตน (Ontological Superiority)

ไม่ว่าจะเป็น 'นรกตภูมิ' ที่ลึกที่สุด หรือ 'สวรรค์' ในปรัชญาที่สูงส่งที่สุด ทั้งสิ่งที่ 'เป็นไปได้' และ 'เป็นไปไม่ได้' ตามตรรกะของมนุษย์ ล้วนถูกบรรจุอยู่ภายในหุบเหวนี้ทั้งสิ้น แม้ในสายตาเรา สวรรค์จะดูเหนือกว่านรกเพียงใด แต่เมื่อมองจากก้นบึ้งของหุบเหว:
ความแตกต่างเหล่านั้นจะสลายไปสิ้น: เพราะความยิ่งใหญ่ของหุบเหวได้กลืนกินนิยามของ "สูง" และ "ต่ำ" จนหมดสิ้น
เหนือกว่าความเข้าใจ: มันคือสภาวะที่อยู่เหนือการตีความทุกรูปแบบโดยสมบูรณ์

อ้อ ถ้าอยากอ่านรายละเอียดอื่น ๆ มีบันทึกที่ขวามือริมสุดนะไปหยิบมาได้เลย"

แต่ตอกจากนี้ผู้ช่วยของผมจะเริ่มเปินคนเขียน


Popular posts from this blog

Tiering Systems (Chaos battle wiki)

สรุป

Ed Rothstaylor